
เล่าเรื่อง...เมืองฝาง ตอน "ล้านนา สู่ร่มเงาอยุธยา" | เล่าเรื่อง เมืองเรา
เหตุเกิดจาก เมื่อปี พ.ศ.2126 “มังกะยอชวา” พระราชโอรสของ “พระเจ้านันทบุเรง” ซึ่งเป็นพระมหาอุปราช ได้สมรสกับ “พระนางนัตชินเมดอ” พระราชธิดาของ “พระเจ้าตะโดเมงสอ” แห่งกรุงอังวะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของ “พระเจ้าบุเรงนอง” แล้วเกิดเหตุหึงหวงเพราะ “มังกะยอชวา” ไปได้ชายาใหม่ จึงทะเลาะวิวาทกันถึงขั้นตบตีจนเลือดตกยางออก “พระนางนัตชินเมดอ” ส่งผ้าเปื้อนโลหิตไปทูลฟ้องพระบิดา ขณะที่ “พระเจ้านันทบุเรง” ก็เข้าข้าง “มังกะยอชวา” “พระเจ้าตะโดเมงสอ” แห่งกรุงอังวะซึ่งเดิมก็เป็นอริกับ “พระเจ้านันทบุเรง” อยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกแค้นเคืองใจมากขึ้น จึงทรงชักชวน “เมงจีหน่อง” เจ้าเมืองแปร “เมงเยสีหตู” เจ้าเมืองตองอู และ “พระเจ้ามังนรธาช่อ” เจ้าเมืองเชียงใหม่ให้แข็งเมืองต่อ “พระเจ้านันทบุเรง” แต่เจ้าเมืองทั้งสามไม่สมัครใจร่วม ความทราบถึง “พระเจ้านันทบุเรง” พระองค์จึงทรงเตรียมทัพไปตีเมืองอังวะ พร้อมแจ้งให้เจ้าเมืองประเทศราช อันได้แก่ เมืองแปร ตองอู เชียงใหม่ ล้านช้าง และกรุงศรีอยุธยา ยกทัพไปสมทบ การนี้ในส่วนของทัพกรุงศรีอยุธยามี “สมเด็จพระนเรศวร” เป็นผู้นำทัพ แต่เนื่องจากทัพของพระนเรศวรยกไปไม่ถึงตามกำหนดนัด “พระเจ้านันทบุเรง” จึงระแวงว่าทัพกรุงศรีอยุธยาอาจไปเข้ากับ “พระเจ้าตะโดเมงสอ” แห่งกรุงอังวะ จึงเป็นเหตุให้มีการวางแผนประทุษร้าย “สมเด็จพระนเรศวร” และนำมาซึ่งการประกาศอิสระภาพของ “สมเด็จพระนเรศวร” ในเวลาต่อมา กรณีดังกล่าวย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นยำเกรงในพระราชอำนาจของ “พระเจ้านันทบุเรง” อย่างเลี่ยงไม่ได้ ผลที่ตามมาคือบรรดาหัวเมืองต่างๆ ก็เริ่มตีตัวออกห่างจาก “พระเจ้านันทบุเรง”
ในปี พ.ศ.2127 “พระเจ้านันทบุเรง” จำต้องแสดงแสนยานุภาพของพระองค์ โดยทรงยกทัพมาหวังตีกรุงศรีอยุธยาให้แตก อย่างไรก็ดี พระองค์นำทัพหงสาวดีมาเพียง 30,000 นาย โดยพระองค์อาศัยกำลังเสริมจากกองทัพเชียงใหม่ของ “พระเจ้ามังนรธาช่อ” พระอนุชาซึ่งยกมา 100,000 นาย นอกจากนี้ “พระเจ้านันทบุเรง” ยังมีกำลังจากทัพของ “พญาพะสิม” อีก 30,000 นาย บุกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ “สมเด็จพระนเรศวร” ทรงใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรซุ่มโจมตีตัดกำลังและเสบียงจนทัพของ “พญาพะสิม” แตกพ่าย
ครั้นถึงปี พ.ศ.2133 “สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช” กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาสิ้นพระชนม์ “สมเด็จพระนเรศวร” จึงเสวยราชสมบัติขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ขณะพระชมมายุได้ 35 พรรษา “พระเจ้านันทบุเรง” จัดทัพเมืองแปร 100,000 นาย และทัพหลวงอีก 200,000 นาย ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา แต่กลับถูกตีแตก สร้างความอัปยศเสื่อมเสียแก่ “พระเจ้านันทบุเรง” เป็นอย่างมาก
ปี พ.ศ.2135 “พระเจ้านันทบุเรง” ทรงมีรับสั่งให้ “มังกะยอชวา” พระราชโอรสของพระองค์นำทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาและทำศึกยุทธหัตถีกับ “สมเด็จพระนเรศวร” ปรากฏว่า “มังกะยอชวา” ถูก “สมเด็จพระนเรศวร” ใช้พระแสงข้อง้าวฟันจนสิ้นพระชนม์ กองทัพพม่าจึงพ่ายศึก
สถานการณ์ทำให้ “พระเจ้านันทบุเรง” เกิดความหวาดระแวงยิ่งขึ้น พระองค์มีรับสั่งให้ เจ้าเมืองตองอู เชียงใหม่ และอังวะ ส่งพระราชโอรสเข้ามาอยู่เป็นองค์ประกันที่หงสาวดี ทั้งที่ “พระเจ้ามังนรธาช่อ” เจ้าเมืองเชียงใหม่ และ พระเจ้าอังวะก็เป็นพระอนุชาหรือน้องของพระองค์ ส่งผลให้เจ้าเมืองต่างๆ พากันแข็งเมืองประกาศอิสระภาพจากกรุงหงสาวดี
ปรากฏว่าภายหลังจากเชียงใหม่ประกาศตนเป็นอิสระจากพม่า อาณาจักรล้านช้างก็ฉวยโอกาสยกกองทัพเข้ามาหวังยึดเมืองเชียงใหม่ ดังนี้ “พระเจ้ามังนรธาช่อ” จึงส่งสาส์นไปขอความช่วยเหลือจาก “สมเด็จพระนเรศวร” ให้ยกทัพขึ้นมาช่วย และสามารถขับไล่กองทัพล้านช้างออกไปได้ การนี้ “สมเด็จพระนเรศวร” จึงประกาศรวมล้านนาเชียงใหม่เข้าไว้ในพระราชอาณาจักร
หลังจาก “พระเจ้านันทบุเรง” สิ้นพระชนม์ พม่าก็เกิดความวุ่ยวายเป็นอย่างมาก “เจ้านยองยาน” หรือ “พระสีหสุธรรมราชา” พระอนุชาของ “พระเจ้านันทบุเรง” ได้ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองอังวะ ภาคเหนือของพม่า ระหว่างนี้พระเจ้าตองอู กับพระเจ้าแปร คิดจะยกทัพไปล้อมกรุงอังวะ ปรากฏว่าเกิดกบฏในเมืองแปร ทำให้สิ้นอำนาจ ต่อมาปี พ.ศ.2148 “พระสีหสุธรรมราชา” สิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์คือ “พระเจ้ามหาธรรมราชา” หรือ “พระเจ้าอโนเพตลุน” ขึ้นครองราชย์ เนื่องจากเมืองอังวะอยู่ภาคเหนือติดกับดินแดนไทใหญ่ ก่อนหน้านี้ที่ราชสำนักหงสาวดีมีอำนาจ บรรดาเจ้าฟ้าเหล่านี้ก็ยอมสวามิภักดิ์ ภายหลังจากราชสำนักหงสาวดีเสื่อมอำนาจก็กลับแข็งเมือง ขณะเดียวกันแคว้นไทใหญ่เมืองใดที่อยู่ในอาณาเขตของล้านนา ซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา ก็จะยอมสวามิภักดิ์ต่อ “สมเด็จพระนเรศวร” บ้าง ครั้น “พระเจ้าอโนเพตลุน” แห่งกรุงอังวะมีอำนาจขึ้น บรรดาเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่อยู่ใกล้ดินแดนพม่า ก็จะกลับมายอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าอังวะ ส่วนที่อยู่ห่างไกลออกไปก็ยังตั้งแข็งเมืองอยู่ “พระเจ้าอโนเพตลุน” จึงยกกองทัพไปปราบและตีได้หัวเมืองไทยใหญ่ที่ตั้งตัวเป็นอิสระ จนรุกตีมาถึงเมืองนาย ซึ่งอยู่ในอำนาจของ “สมเด็จพระนเรศวร” แล้วยังเข้าตีเมืองแสนหวี “สมเด็จพระนเรศวร” จึงมีรับสั่งให้เกณฑ์กำลังพล 100,000 นาย จะเสด็จยกไปตีกรุงอังวะ กองทัพของพระองค์ยกขึ้นไปทางเมืองเชียงใหม่ ข้ามแม่น้ำสาละวินที่เมืองหาง เดินทัพผ่านดินแดนไทใหญ่ เข้าไปในดินแดนพม่าใกล้กรุงอังวะ พระองค์ใช้เมืองเชียงใหม่เป็นที่ประชุมพล แล้วเกณฑ์ทัพมอญกับล้านนารวมกำลังพลได้ 200,000 นาย จากนั้นพระองค์มีรับสั่งให้กองทัพของ “สมเด็จพระเอกาทศรถ” ยกไปทางเมืองฝาง ส่วนกองทัพหลวงยกไปทางเมืองหาง ครั้นเสด็จถึงเมืองหางแล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ที่ทุ่งดอนแก้ว “สมเด็จพระนเรศวร” ทรงพระประชวน จึงมีรับสั่งให้รีบไปเชิญ “สมเด็จพระเอกาทศรถ” เสด็จจากเมืองฝางมาเข้าเฝ้า “สมเด็จพระเอกาทศรถ” เสด็จมาถึงได้ 3 วัน “สมเด็จพระนเรศวร” ก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2148
ขอขอบคุณผลงาน รวมเพลงบรรเลง ซึงหมู่ โดย ครูขวัญชัย พิพัฒน์พงษ์ ศรีคีตกรหริทาส KS Studio Chiang Mai
• รวมบรรเลง ซึงหมู่ เพลง...
